อัปเดท (ตามตัวอักษร) A | B | C | D | E | F | G | H | I | J | K | L | M | N | O | P | Q | R | S | T | U | V | W | X | Y | Z

Tags: gเปิดตัว ยังไง เอ๊ะ indelible flower ยังไง mister


 


Member Login



ทำไมสตอรี่ไทย ?

  • เป็นไดอารี่ ระบายได้เต็มที่ เท่าที่คุณต้องการ!
  • จะทำเป็นบล็อกก็ไม่มีปัญหา
  • มีมิตรภาพ และเพื่อนใหม่ๆเสมอ
  • ทั้งพูดมาทั้งหมดนี่ ฟรี!
  • สมัครเลยย (Invite)

Last Updated

สวัสดีคะ เช่นเคยกับคอลัมน์ "เพื่อนๆสตอรี่ไทย" ที่เราจะมีบทสัมภาษณ์กับเพื่อนๆสตอรี่ไทย ที่เขียนไดอารี่ดีเข้าตาทีมงาน สำหรับสัปดาห์ที่ 3 ของเราวันนี้ เราเจอกันตั้งแต่วัน Exclusive Meeting ไปคราวก่อน "ฟิล์ม" ผู้หญิงอารมณ์ศิลป์ วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับเธอคนนี้กันคะ


สวัสดีคะ ฟิล์ม แนะนำตัวเลยคะ

ชื่อ อัษฎาพร มณีพันธุ์ ชื่อเล่น ฟิล์ม
เรียนจบมาจาก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
คณะนิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์ อิเล็คทรอนิคส์

 

 

เรามาเริ่มกับคำถามแรกเลยนะคะ

เรียนจบแล้วแบบนี้ ตอนนี้ก็ทำงานแล้วสิคะ ทำงานอะไรอยู่เหรอ

เป็น “ผู้สื่อข่าวสายกีฬา” ค่ะ


ทำไมถึงเลือกทำงานปัจจุบัน?

ที่ตกลงทำ ก็เพราะว่าอย่างน้อยเราก็ยังได้เขียนข่าว ได้ทำข่าว ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราทำได้ ถึงแม้กีฬาจะไม่ใช่สายข่าวที่เราชอบและถนัด แต่อย่างน้อยมันก็เป็นเสี้ยวของประสบการณ์ ที่จะสอนให้เราได้รู้ถึงอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เคยได้รู้

 

ทำงานอย่างไรให้สนุก?

อืม ... ถ้าเราต้องทำงานที่เราไม่ได้ชอบ อย่างน้อยๆ เราก็ต้องมองมันให้ธรรมดา คือ ไม่ชอบก็อย่าไปเกลียด มองมันให้อยู่ตรงกลาง เราจะให้งานปรับเข้าหาเรามันคงเป็นไปไม่ได้ ตัวเราเองที่ต้องเดินเข้าไปรู้จัก ไปสัมผัสกับงาน ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ รู้ ศึกษาทำความเข้าใจในมันไปเรื่อยๆ แต่จำไว้อย่างนึงว่า .. คนเก่งๆ หลายคน เขาก็ต่างเริ่ม start ที่ศูนย์ด้วยกันทั้งนั้น และเวลามีปัญหาก็อย่าเอาแต่ทำหน้าคิ้วผูกโบว์ ปล่อยวาง ทำใจเราให้ผ่อนคลาย พอทุกอย่างในใจมันสงบขึ้น เราค่อยมองปัญหาตรงหน้าใหม่ ลุยแก้มันใหม่อีกที



ชีวิตระหว่างเรียนกับตอนทำงานแตกต่างกันยังไง

ตอนเรียน อารมณ์ของความสนุกมันมีอยู่ในการจะลงมือทำอะไร ๆ มากกว่า อย่างเราทำงานส่งอ. เราก็สามารถทำตามความคิด ตามความต้องการของเราได้อย่างเต็มที่ คือ ทุกอย่างมันอิสระ งานทุกชิ้นมันก็จะออกมาจากความเป็นเรา ในรูปแบบที่แสดงถึงตัวตนเราได้อย่างชัดเจน
แต่ตอนทำงาน อารมณ์สนุกอย่างที่เคยมีตอนเรียน มันจะเริ่มหายไปทีละนิดๆ เวลาจะทำอะไรลงไปซักอย่างนึง เราต้องคิดถึงองค์กรเป็นอันดับแรก ทำให้งานอยู่ในรูปแบบที่เขาอยากได้ ไม่ว่าจะในเรื่องของการเขียนข่าว การวางตัว การพูดจา คือ จากที่เราเคยทำตัวสบายๆ อะไรก็ได้ ตามใจเรา พอมาทำงานมันจะทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เพราะถ้าเราทำอะไรเสียหาย ณ ขณะที่เราอยู่ในเวลางาน มันจะไม่ได้เสียแค่ตัวเรา แต่มันจะลามไปถึงองค์กร เพราะเวลาคนอื่นเขามองเขาไม่ได้มองว่าเราทำ แต่เขามองภาพรวม เพราะฉะนั้นพฤติกรรมอะไรก็ตามที่มันจะนำความเสื่อมมาสู่ตัวเรา ต้องคิดให้มากๆ เพราะไม่งั้นมันจะเสียไปถึงองค์กรด้วย ชีวิตการทำงานมันเป็นการปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่กว่าตอนที่เราปรับตัวเข้าสู่รั้วม. มากๆ เราจะเจอทุกอย่าง ความกดดัน การแข่งขัน ความเร่งรีบ ทุกๆ อย่างที่มันจะบีบเรา มันจะเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัวเลย

แล้วยังอยากเรียนต่อรึเปล่า

จริงๆ อยากเรียนต่อโท ด้านจิตวิทยา แต่ยังไม่ได้ศึกษา (จริงจัง) เลยว่า เอกที่เราเรียนมาจะต่อโทด้านนี้ได้รึเปล่า แต่ถ้าต่อไม่ได้ ก็คงต่อโทด้านวารสารฯ

มีความฝันเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองมั้ย ว่าอยากจะเป็นอะไร

เป็น “ผู้รับใช้ถ้อยคำ” (ประโยคคมจากถ้อยคิดของผู้ชายโรแมนติกที่ชื่อนันทขว้าง สิรสุนทร)

"ผู้รับใช้ถ้อยคำ" คืออะไรหนะ อธิบายที

“คนเขียนหนังสือ” ค่ะ



เล่าถึงตัวเองให้ฟังหน่อย เป็นคนยังไงนะ (ถ้าคนไม่รู้จักเลย อยากจะบอกเขาว่าตัวเองเป็นคนยังไง )

ก็เป็นคนที่มีด้านสีดำ สีขาว แต่ไม่ค่อยจะมีด้านที่เป็นสีเทา แล้วก็เป็นคนตรงๆ คะ พูดตรง คือ ตรงจนแทบจะขวานผ่าซากเลย และเวลาเราทำอะไรก็จะทำตรงๆ แสดงความรู้สึกออกไปตรงๆ ถ้าเราไม่ชอบจะให้บอกว่าชอบเราไม่ทำ และถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นคน sensitive มากๆ ก็พยายามอย่าคิดมากกับคำพูดเรา และเราก็จะพยายามเลี่ยงการพูดจาแรงๆ กับเธอ

งั้นถามหน่อย ถ้าเลือกเกิดได้ อยากเป็นใคร

เกิดเป็น “ตัวเอง” นี่แหละ เพราะไม่รู้ว่าถ้าเลือกเกิดมาเป็นคนอื่น แล้วเราจะได้เป็นเราอย่างทุกวันนี้รึเปล่า


แล้วความฝันกับความจริงในความคิดเราต่างกันตรงไหน

“ความฝัน” ถ้าเราไม่ลงมือทำ มันก็จะไม่มีวันเป็นความจริง แต่ “ความจริง” เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับมัน แม้ว่าความจริงนั้นจะทำให้เราแทบตาย!!!


เรื่องที่ภูมิใจที่สุดที่คิดว่าตัวเองเคยทำมาคืออะไร

ลบคำสบประมาทจากหลายๆ คนที่เคยพูดเอาไว้ได้ เป็นสิ่งที่ทำมาตลอดเพราะเราคบแต่เพื่อนแรงๆ เรียนห้อง King แต่ไม่เคยคบเพื่อนที่เรียนดีเลยซักคน ส่วนตัวแล้วไม่ชอบพวกที่เรียนเก่งมากๆ ด้วย เขาจะมี Ego ในตัวเองสูง แล้วมักจะมองไม่เห็นหัวใคร องศาเดียวที่เขามองไปถึง คือ “องศาที่มองเห็นแต่ตัวเอง” (แต่ไม่ได้เหมานะ คือคนเรียนเก่งที่ดีๆ นิสัยน่ารักก็มี เราเองมีเพื่อนที่เรียนเก่ง
แล้วรู้จักใช้ความสามารถของเขาช่วยเหลือคนอื่น แต่ต้องยอมรับว่ามันค่อนจะหายากกับสังคมที่ฟิล์มเจอ) ยิ่งตอนเรียนเราก็เรียนๆ โดดๆ ทำวีรกรรมใส่พวก อ.ฝ่ายปกครองก็พอสมควร ในสายตาของผู้ใหญ่เขาก็เลยอดจะดูถูก อดจะปรามาสไม่ไหว (หล่ะมั้ง) ทีนี้เลยพูดกันเป็นเรื่องสนุกปากว่า เราจะเรียนไม่จบบ้าง จะเหลวแหลกบ้าง ติดยาบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ใหญ่พวกนั้นไม่รู้ก็คือ .. “เราคบเพื่อน แต่เราไม่ทำตามเพื่อน” แล้วพอดีกับที่แม่เราเป็นครู ก็เลยโดนสบประมาทมากกว่าปกติ โดนมาตั้งแต่เรียนม.ต้น แต่เราก็ผ่านมันมาได้ ไม่ได้จะบอกว่าตัวเองเก่งกาจหรืออะไร แต่แค่อยากจะบอกว่า เพราะคำสบประมาทจากคนเหล่านั้น ที่ทำให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้ อย่างน้อยๆ ชีวิตมันก็ได้เรียนได้รู้ว่า โลกไม่ได้มีแต่ด้านที่สวยงาม เราได้ความรักจากพ่อแม่ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า เราย่อมจะได้ความชังจากผู้อื่นเช่นกัน


ทำไมบางครั้งคนเรามักนึกถึงเรื่องเก่าๆที่ผ่านไปแล้ว

เพราะความทรงจำไม่ว่าดีหรือร้าย ก็มักจะย้อนกลับมาฉายให้เราได้ดูซ้ำๆ เสมอ .. เมื่อช่องว่างในหัวใจยังมี ก็ไม่แปลกที่ความทรงจำจะเข้ามาสะกิดเตือนให้เราได้ยิ้มหรือน้ำตาร่วงเบาๆ


ไหนลองให้มองตัวเองย้อนไปว่าชีวิตที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง

เป็นคล้าย “ชาวประมง” ที่เมื่อเริ่มแรกเราอาจจะยังไม่รู้ว่า .. ลมแบบใดที่จะส่งผลร้าย เมื่อเรายังฝืนจะเอาเรือออกทะเล แต่หากเรายืนอยู่บนเรือได้ช่วงเวลาหนึ่ง หลายสิ่งจะสอนให้เรารู้โดยอัตโนมัติเองว่า เมื่อแหงนหน้ามองฟ้า ฟ้าแบบไหนเราควรออกเรือ และฟ้าแบบไหนที่เราควรจะผูกเรือไว้กับหลัก แล้วเอาเวลาตรงนั้นไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์แทน การที่เราได้เผชิญกับเกลียวคลื่นที่โหมซัด ต้องรับมือกับอากาศที่แปรปรวน เมื่อเวลาผ่าน ทำให้เราเรียนรู้ว่า เวลาใดควรเผชิญหน้า และเวลาใดควรสงบนิ่ง (เอาไว้) เพราะตราบใดที่คนใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ได้แปลว่าเขาล้มเหลว คนที่เลือกจะนิ่งไม่โต้ตอบ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาแพ้หรือขี้ขลาด เช่นกัน ..


ชอบอ่านหนังสือ ประเภทไหนที่สุด

มันไม่มีที่สุดอ่ะ (ไม่ได้กวนนะคะ ไม่ได้กวน) แต่เราเลือกอ่านหนังสือที่มันจะเพิ่มเหลี่ยมมุม ให้กับชีวิตเรา หนังสือที่เวลาเราอ่านจบแล้ว รู้สึกว่าได้รับมุมสะท้อนใหม่ๆ กลับมา


คิดว่าวัยรุ่นสมัยนี้ ชอบอ่านหนังสือ มากน้อยแค่ไหน

เราว่ามันก็คงคละกันไปมากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับสังคมที่เขาอยู่ กลุ่มคนที่เขาคบหา มันนำอะไรมาสู่เขา และเขาได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งที่เรียกว่า “ค่านิยม” ด้วยกระแสการอ่านในวัยรุ่นมันมาๆ หายๆ แล้วแต่ว่าใครเป็นคนที่สร้างกระแสนั้นๆ ถ้าพูดกันตรงๆ “วัยรุ่นไทยซื้ออะไรก็ซื้อได้ แพงแค่ไหนก็จะซื้อ แต่อย่างเดียวที่วัยรุ่นไทยคิดแล้วคิดอีก คือ การซื้อหนังสือดีดีซักเล่ม ที่ราคาบนสันปกไม่เกิน 250 บาท” (ทั้งที่ในความเป็นจริงราคามันถูกกว่าเสื้อยืดซักตัวแถวสยามด้วยซ้ำ) (แต่ในเรื่องนี้ถ้าจะให้พูดกันจริงๆ มันคงต้องถกกันลึกถึงประเด็นเรื่องการปลูกฝังแล้วหล่ะ)

 

เห็นถ่ายรูปออกมาดูศิลป์ดี มีtrick & tip ดีดี สำหรับการถ่ายรูปมุมสวยๆ อารมณ์ศิลป์ บ้างไหม

Trick ก็ไม่ให้เห็นหน้าไง เพราะว่าหน้าไม่สวย 555+ จริงๆ เราไม่มี trick อะไรเป็นพิเศษนะ เวลาเราถ่ายภาพ ภาพแต่ละภาพที่มันออกมา มันจะสะท้อนอารมณ์ของเรา ณ ขณะที่กดชัตเตอร์มากกว่า ภาพที่ตั้งกล้องถ่ายเอง บางทีต้องวิ่งไปวิ่งมาระหว่างกล้องกับจุดโฟกัสเป็น 10-20 รอบ แต่ได้ภาพที่ถูกใจนับได้ไม่ถึง 3 ก็มี ส่วนภาพที่ถูกใจ เราว่ามันคงออกมาได้เพราะจังหวะพอดีๆ ของทั้งตัวเราและกล้องมากกว่า และอีกส่วนก็คงจะเป็นเพราะการที่ทำมันอยู่บ่อยๆ มันก็เลยเกิดความชิน จับจังหวะได้ถูกและดีขึ้น อีกอย่างก็คือ เราเอาภาพมาแต่งโฟโต้ช็อปด้วย ก็แต่งตามแบบของเรา แต่งสี ปรับแสงเข้ม/อ่อน ใส่ฟิลเตอร์บ้างประมาณนี้ มันแล้วแต่อารมณ์ตอนนั้นด้วยน่ะ แต่เราเชื่อว่า ถ้าใครรักที่จะทำอะไรแบบนี้ (ตั้งกล้องถ่ายภาพตัวเอง) ทำไปเรื่อยๆ เถอะ แรกๆ มันอาจจะเหนื่อยมากหน่อย แต่พอทำไปเรื่อยๆ เราจะรู้เองว่าควรจะยืนตรงไหน ตั้งกล้องตรงไหน ใช้แสงแบบไหน ตั้งค่าของกล้องมากน้อยอย่างไร และสุดท้าย .. เราจะรักภาพทุกภาพที่เราได้มา (ถึงแม้ว่าหลายๆ ภาพมันจะไม่ work เลยก็ตาม)

 

จริงจังกันสักพักนึงละ มาพักความตึงเครียดด้วยคำถามนี้บ้างนะ


นิยามความรักในรูปแบบของ "ฟิล์ม" เป็นยังไง

จริงๆ เราไม่มีนิยามในเรื่องนี้ เพราะความรักที่เกิดขึ้น ย่อมแตกต่างกันไป ไม่มีใครมีความรักเหมือนเดิมได้ทุกกระเบียดนิ้ว แต่ถ้าให้ยกนิยามที่รู้สึกดี ก็น่าจะเป็น ..“ความรัก” ไม่ใช่การถือสิทธิ์เอาตัวเองเข้าไปในชีวิตเขา แต่เป็นการให้สิทธิ์เขาเข้ามาในชีวิตเรา


แล้วคิดว่าวันนี้ เรา มีคนที่ใช่ คนในฝันแล้วหรือยัง

คนตรงนี้ คือ ปัจจุบัน คือวันนี้ และคือวันทุกวัน แต่เขาไม่ใช่คนในฝัน เพราะเขาคือคนในความเป็นจริง (ฮิ้ววว)


ชีวิตทุกวันนี้มีความสุขแล้ว หรือเปล่า?

มีความสุขไม่มากไม่น้อย แล้วก็มีความทุกข์ไม่มากไม่น้อยเช่นกัน


เวลาที่ คิดแก้ปัญหาให้กับชีวิตไม่ออกแล้ว มักจะทำอะไร

หยุด!! (ทุกอย่าง) แล้วเปิด CD ของ Jack Johnson นอนแผ่ลงกับเตียง หลับตา ให้เพลงจากผู้ชายน้ำเสียงอุ่น ค่อยๆ ล้างทุกอย่างในหัวจนว่างเปล่าอีกครั้ง เมื่ออารมณ์ปลอดโปร่งและหัวโล่งแล้ว ค่อยลุกขึ้นมาแก้ปมยุ่งเหยิงของปัญหาที่กองสุมตรงหน้าอีกครั้ง ..(พร้อมมีคุณในข้อ 24. อยู่ข้างๆ ด้วยน่ะนะ)

ชอบทำอะไรเวลาว่างๆ หรือ ทำกิจกรรมอะไรบ้างเวลาว่าง

ว่างๆก็ชอบนั่งดูคุณในข้อ 24 นอนหลับหัวโคลงเคลง และแอบดูคุณในข้อ 24 ทำอะไรมากมายรอบตัว มันเป็นสุขเล็กๆ ที่จะมีได้หลังจากที่ชีวิตเผชิญความวุ่นวายจากการงานมาเกือบทั้งวัน
ส่วนกิจกรรมในเวลาว่างๆ ก็จะถ่ายรูปคุณในข้อ 24. ไงหล่ะ แล้วก็ดูหนัง , ฟังเพลงเรื่อยเปื่อย , ถ่ายรูป สุดท้ายคือ นั่งเพ้อ (อารมณ์ล่องลอยเป็นอีกรูปแบบของการหาสุขใส่ชีวิตของเรา)



ถ้ามีวันหยุด ยาวๆ อยากไปเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า

ไป “ปาย”


ทำไมถึงอยากไปปายละ

เรารู้สึกว่า “ปาย” มันเป็นที่ที่เหมือนอีกโลกหนึ่ง ที่ต่างไปจากที่ที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกๆ วัน มันไม่มีความเร่งรีบ ไม่มีการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นซึ่งกันและกัน และที่สำคัญ คือ .. “ปาย” มันเป็นอำเภอเล็กๆ ถ้ามีเวลาว่างมากพอก็น่าจะแวะไปนั่งเล่น เขียนโปสการ์ดกองโตส่งถึงตัวเองที่กรุงเทพฯ ตื่นแต่เช้าเพื่อสูดเอาอากาศบริสุทธิ์ใส่ปอด และสายๆ ก็เดินออกหากาแฟกลิ่นกรุ่นมาวางให้ความหอมมันลอยฟุ้งอยู่ข้างๆ ชีวิตที่ได้เจอแต่ “พิษ” ในชม.ทำงาน คงได้อุ่นและกลับเข้ารูปเข้ารอยมากกว่าเดิม “ปาย” ก็เหมือนที่ detox ชีวิตน่ะแหละ


สำหรับฟิล์มอะไรคือคติประจำใจ

สิ่งเดียวที่เราเป็นได้ดีที่สุด ก็คือ “ตัวเราเอง”


ต่อไป..มาเข้าคำถามเรื่องเว็บไซต์กันบ้างดีกว่า


ฟิล์มเขียนสตอรี่ไทยมานานรึยัง และ รู้จักสตอรี่ไทยได้ยังไง

นานแล้วนะ น่าจะประมาณ 2-3 ปีแล้ว รู้จักเพราะแฟนเก่าเขาทำไดที่นี่ เราก็เลยอยากลองทำดูมั่ง อยากรู้ว่าทำแล้วมันจะได้อะไร


คิดยังไงกับสตอรี่ไทยรูปแบบใหม่

คิดว่า “น่าพออกพอใจ” แล้วคิดว่ามันจะดีขึ้นไปเรื่อยๆ


คิดว่าในเว็บมีอะไรขาดเหลือบ้างมั้ย

ขาด : การปลูกฝังในเรื่องของการทำความเข้าใจกับตัวเลข counter , เรื่องของ Top 100 , เรื่อง Top 10 , เรื่องการ comment
เหลือ : เหลือกลุ่มคนที่ยังไม่ชัดเจนในการเขียนไดอารี่ออนไลน์ , และการใช้คำหยาบในการเขียนไดอารี่


แล้วคิดว่าเว็บสตอรี่ไทยจะสามารถเป็นเว็บที่ไม่มีคำหยาบได้มั้ย

ได้สิ ถ้าทุกคนร่วมมือกัน และอยากให้สตอรี่ไทยมีสังคมที่ดี


สตอรี่ไทยในฝันเป็นยังไง?

เป็นครอบครัว เป็นมิตร เป็นที่ให้ความรู้สึก (ของเรา) ได้อิงอาศัยซึ่งกันและกัน



อยากฝากอะไรกับเพื่อนๆสตอรี่ไทยบ้าง

ก็อยากบอกว่า ขอให้สมาชิกทุกคนที่เขียนไดที่นี่ มองว่าที่นี่คือบ้าน บ้านที่เราใช้ระบายความอึดอัด เสียใจ เศร้า เป็นบ้านที่เราใช้เก็บความทรงจำ รวมถึงความรู้สึกดีดีที่เกิดขึ้นในชีวิตเล็กๆ นี้ของเรา อยากให้ทุกคนคิดว่า .. สตอรี่ไทยคือบ้าน ไม่ใช่สนามแข่งขัน!!



โอเค ! รู้สึกว่าวันนี้เราจะได้อะไรดีดี ความคิดดีดีมาเยอะแยะเลย เสียดายที่หมดคำถามแล้ว ยังไงก็ขอขอบคุณฟิล์มมากนะคะ ที่วันนี้มาคุยกับเรา ส่วนเพื่อนๆที่อาจจะติดใจ อยากคุยมากกว่านี้ ไปหาเธอได้ที่ไดอารี่นะคะที่ viviz.storythai.com แล้วเจอกันกับ "เพื่อนๆสตอรี่ไทย" ในสัปดาห์หน้าคะ จะเป็นใครยังไง ขอบอกว่า ห้ามพลาด !!! สวัสดีค๊า ^ ^\